ทำไมถึงไม่มีแอนตี้ไวรัสสำหรับ iOS?
เหตุผลมาจากการออกแบบของระบบปฏิบัติการนี้เอง บน iPhone หรือ iPad แอปต่าง ๆ สามารถสื่อสารกันได้อย่างจำกัดมาก และไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่สำหรับแอปด้านความปลอดภัย
ดังนั้น แอปที่เป็นอันตรายจึงไม่สามารถดึงข้อมูลจากแอปอื่นได้ แต่ในขณะเดียวกัน นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้แอปแอนตี้ไวรัสบน iOS สามารถสแกนได้แค่ตัวมันเองเท่านั้น
นอกจากนี้ ในกรณีส่วนใหญ่ แอปบน iOS สามารถดาวน์โหลดได้เฉพาะจาก Apple App Store เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แอปเหล่านี้ได้ผ่านการตรวจสอบจาก Apple แล้ว และต้องปฏิบัติตามนโยบายที่เข้มงวดของ Apple อย่างเคร่งครัด
ทำไมควรตรวจสอบการป้องกันบน iOS ของคุณ?
มัลแวร์อาจไม่ใช่วิธีเดียวที่อาชญากรใช้โจมตีอุปกรณ์ ปัจจุบันมีอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายและต้นทุนต่ำกว่ามาก คือ Social Engineering หรือการหลอกล่อให้เหยื่อเผลอให้ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลอื่นๆ เช่น ผ่านเว็บไซต์ฟิชชิ่ง หรือข้อความหลอกลวงบนโซเชียลมีเดีย
นอกเหนือจากการโจมตีแบบฟิชชิ่งที่มุ่งเป้าไปยังธนาคารและบริการออนไลน์ยอดนิยมแล้ว ความพยายามในการขโมยข้อมูล Apple ID อาจทำให้คุณสูญเสียการเข้าถึงรูปภาพ อีเมลสำคัญ ข้อมูลบริษัท และข้อมูลอื่น ๆ ที่เก็บไว้ใน iCloud ได้ หากคุณไม่ได้ปกป้องบัญชีของตัวเองด้วยการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (Multifactor Authentication)
ประโยชน์ของการใช้รหัสผ่านที่รัดกุมและการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน
ไม่ว่าคุณจะใช้อุปกรณ์ประเภทใดก็ตาม ทุกครั้งที่คุณเข้าสู่บริการออนไลน์ เช่น อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง โซเชียลมีเดีย หรืออีเมล คุณจำเป็นต้องยืนยันตัวตน ซึ่งโดยทั่วไปจะทำผ่านชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่คุณตั้งขึ้นเอง
ดังนั้น การสร้างรหัสผ่านที่แข็งแรงและคาดเดาได้ยากจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยควรใช้ Passphrase ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละบริการออนไลน์ที่คุณใช้งาน คุณสามารถหาคำแนะนำในการสร้าง Passphrase ที่ปลอดภัยได้จาก บทความนี้
อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มระดับการป้องกัน คือการเปิดใช้ การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (Multifactor Authentication – MFA) หากมีให้ใช้งาน เพราะแม้ว่ารหัสผ่านของคุณจะถูกขโมย เผลอกรอกลงในเว็บไซต์ฟิชชิ่ง หรือถูกเดาสำเร็จ MFA จะช่วยสกัดกั้นไม่ให้อาชญากรไซเบอร์เข้าถึงบัญชีของคุณได้เพียงแค่ใช้รหัสผ่าน
เมื่อมีการพยายามเข้าสู่ระบบโดยใช้ข้อมูลของคุณ แต่ไม่สามารถผ่านการยืนยันเพิ่มเติมได้ ระบบมักจะแจ้งเตือนและสอบถามว่าคุณเป็นผู้พยายามเข้าสู่ระบบจริงหรือไม่ บริการออนไลน์ที่น่าเชื่อถือส่วนใหญ่มี MFA ให้ใช้งาน เพียงแค่คุณต้องเปิดใช้งานด้วยตัวเอง
สำหรับ Apple การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนของ Apple ID จะถูกเรียกว่า การยืนยันสองปัจจัย (Two-Factor Authentication) และถูกเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับบัญชี Apple ID ใหม่ตั้งแต่ iOS 10.3 ในปี 2017 ไม่ว่าคุณจะสร้าง Apple ID เมื่อใด ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เปิดใช้ MFA แล้ว
คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ารหัสผ่านของคุณเคยรั่วไหลหรือไม่ ผ่าน haveibeenpwned.com เว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลและเปิดให้ค้นหาได้อย่างปลอดภัย
โปรแกรมจัดการรหัสผ่านที่เชื่อถือได้ก็มักมีบริการตรวจสอบนี้เช่นกัน หากพบว่ารหัสผ่านของคุณถูกขโมย ควรเปลี่ยนทันที แต่อย่าเปลี่ยนรหัสผ่านบนอุปกรณ์ที่อาจเป็นสาเหตุของการถูกขโมย เช่น อุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ หรือกำลังเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัยอย่าง Wi-Fi สาธารณะ เพราะอาจทำให้รหัสผ่านใหม่ของคุณถูกขโมยอีกครั้งได้ และหากคุณสงสัยว่ามีใครเข้าถึงข้อมูลอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งหรือข้อมูลบัตรชำระเงินของคุณ ควรติดต่อธนาคารทันที