การอัปเดต iOS และแอปอัตโนมัติ

การอัปเดตไม่ได้มีแค่การแก้บั๊กหรือเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เท่านั้น แต่ยังช่วยอุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจถูกโจมตีได้ด้วย ดังนั้นควรเปิดการอัปเดตอัตโนมัติไว้ หรือหมั่นตรวจสอบและอัปเดตด้วยตัวเองอยู่เสมอ ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และแอปที่ติดตั้งทั้งหมด เพราะหากปล่อยให้มีช่องโหว่ค้างอยู่ ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูลได้

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์รุ่นเก่าอาจไม่สามารถรองรับ iOS หรือแอปเวอร์ชันล่าสุดได้เสมอไป คุณสามารถเข้าไปตรวจสอบการตั้งค่าในเครื่อง เพื่อดูว่าแต่ละแอปขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง และพิจารณาว่าจำเป็นจริงหรือไม่ เช่น การเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ รูปภาพ หรือพิกัดตำแหน่ง

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ คือการลบแอปที่ไม่ได้ใช้งานเป็นประจำ ยิ่งมีแอปไม่จำเป็นน้อยลง ความปลอดภัยของอุปกรณ์ก็ยิ่งมากขึ้น

หลีกเลี่ยงการเจลเบรก (Jailbreak)

อหากอุปกรณ์ iOS ถูกเจลเบรก แอปต่าง ๆ อาจไม่เพียงเข้าถึงข้อมูลของตัวเอง แต่ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลจากแอปอื่นๆได้ด้วย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวอย่างมาก

การเจลเบรกคือการปรับแต่งระบบปฏิบัติการของ Apple ที่ทำให้คุณได้รับสิทธิ์การใช้งานในระดับสูง (superuser) แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้อุปกรณ์ของคุณเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากมัลแวร์มากขึ้น การเจลเบรกยังเปิดโอกาสให้ติดตั้งแอปที่อยู่นอกเหนือจาก iOS App Store ได้ ซึ่งแอปเหล่านั้นอาจไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ อีกทั้งยังปลดล็อกให้เข้าถึงส่วนที่มีความสำคัญภายในเครื่องได้โดยตรง

Apple ถือว่าการเจลเบรกเป็นการละเมิดข้อตกลงการใช้งาน (End-User License Agreement) ดังนั้น หากคุณไม่ได้ซื้ออุปกรณ์ด้วยตนเอง หรือไม่ได้ซื้อมาจากตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าเครื่องของคุณไม่ได้ถูกเจลเบรกมาก่อน

ตั้งรหัสผ่าน/Face ID และกำหนดเวลา Auto-Lock

ปกป้องข้อมูลบน iPhone หรือ iPad ของคุณด้วยการตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม ไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่าน (Passcode), Face ID หรือ Touch ID สำหรับอุปกรณ์รุ่นเก่า

ในการตั้งรหัสผ่าน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลขที่คาดเดาได้ง่าย เช่น ลำดับตัวเลข วันเกิด หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ โดยรหัสผ่านควรมีความยาวอย่างน้อย 6 หลักขึ้นไป และหากต้องการเพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น ควรใช้รหัสแบบอักษรผสมตัวเลข (Alphanumeric) แทน ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งรหัสที่เป็นลวดลายหรือรูปทรงต่าง ๆ เพราะรอยนิ้วมืออาจบอกใบ้รหัสของคุณได้

ให้เลือกกำหนดเวลา Auto-Lock ที่เหมาะสม เช่น 1–2 นาที เพื่อให้เครื่องล็อกอัตโนมัติเมื่อไม่มีการใช้งาน วิธีนี้จะช่วยป้องกันข้อมูลของคุณ หากอุปกรณ์สูญหาย ถูกขโมย หรือแม้แต่แค่ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีคนเฝ้าในช่วงเวลาสั้น ๆ

ปกป้อง Apple ID และสำรองข้อมูลให้ปลอดภัย

Apple ID คือบัญชีที่คุณใช้สำหรับเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของ Apple บนอุปกรณ์ iOS ซึ่งจะถูกป้องกันด้วยรหัสผ่าน (หรือจะดียิ่งกว่าถ้าใช้ Passphrase) ที่คุณตั้งขึ้นเอง โดยรหัสควรมีความแข็งแรง ไม่ซ้ำกัน และคาดเดาได้ยาก นอกจากนี้ยังแนะนำให้เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (Multifactor Authentication) ที่ Apple มีให้สำหรับ Apple ID ด้วย

ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อเจออีเมลหรือเว็บไซต์ที่พยายามขอข้อมูล Apple ID ของคุณ เพราะอาจเป็นการหลอกลวง (Phishing) ได้ หากคุณใช้ iCloud ในการสำรองข้อมูล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกผูกเข้ากับ Apple ID ซึ่งการสำรองข้อมูลก็เปรียบเสมือนการทำประกัน ป้องกันความเสี่ยงหากข้อมูลบนอุปกรณ์สูญหาย ถูกขโมย เสียหายจากปัญหาด้านความปลอดภัย ความผิดพลาดของฮาร์ดแวร์ หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ และหากคุณไม่สะดวกใช้ระบบคลาวด์ ก็สามารถเลือกสำรองข้อมูลผ่าน iTunes ได้เช่นกัน

พิจารณาเปิดใช้งานตัวเลือก “ลบข้อมูลอัตโนมัติ”

เมื่อคุณตั้งรหัสผ่านหรือ Face ID สามารถเลือกเปิดฟังก์ชัน Erase Data ได้ โดยหลักการคือ หากมีการใส่รหัสผ่านผิดซ้ำหลายครั้ง ระบบจะสันนิษฐานได้ว่าอุปกรณ์ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของคุณ และมีคนอื่นพยายามเข้าถึงข้อมูลภายในเครื่อง

แต่หากในบ้านมีเด็กที่มักหยิบเครื่องไปกดเล่น ควรคิดให้รอบคอบก่อนเปิดใช้งาน เพราะหากใส่รหัสผิดเกินจำนวนครั้งที่กำหนด ข้อมูลทั้งหมดบน iPhone หรือ iPad จะถูกลบออกทันที

ดังนั้น ควรสำรองข้อมูลไว้เป็นประจำ หรือเปิดใช้งานการสำรองข้อมูลอัตโนมัติไว้ได้ผ่าน iCloud หรือ iTunes เพื่อให้มั่นใจได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด คุณยังสามารถกู้คืนข้อมูลทั้งหมดกลับมาได้บนอุปกรณ์เครื่องใหม่

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เปิดใช้งาน Find My iPhone

ฟีเจอร์นี้ช่วยให้คุณค้นหาอุปกรณ์ Apple ได้ง่าย หากอุปกรณ์สูญหายหรือถูกขโมย และหากภายในเครื่องมีข้อมูลสำคัญ หรือคุณมั่นใจว่าไม่สามารถกู้คืนเครื่องได้อีก ก็สามารถสั่งลบข้อมูลจากระยะไกลผ่าน Find My iPhone ได้ทันที

เมื่อเทียบกับฟังก์ชัน Erase Data คุณจะต้องรู้ก่อนว่า iPhone หรือ iPad ของคุณหายไป แล้วจึงเข้าสู่ระบบด้วย Apple ID ที่เว็บไซต์ icloud.com/find

นอกจากการลบข้อมูลจากระยะไกลแล้ว Find My iPhone ยังช่วยให้คุณค้นหาอุปกรณ์ที่หายด้วยการส่งเสียง แสดงตำแหน่งบนแผนที่ หรือแม้แต่แสดงข้อความบนหน้าจอล็อกเผื่อมีคนเก็บเจอและส่งคืนได้

ปกป้องการท่องเว็บให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

หากคุณใช้ Safari เป็นเบราว์เซอร์หลัก ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เปิดใช้งาน Fraudulent Website Warning ในการตั้งค่า Safari แล้ว ฟีเจอร์นี้จะแจ้งเตือนหากคุณเผลอเข้าไปยังเว็บไซต์ที่เป็นอันตรายหรือมีการหลอกลวงที่รู้จัก

โดยทั่วไป Safari มักเปิดใช้งาน AutoFill เพื่อกรอกข้อมูลอัตโนมัติ เช่น ข้อมูลติดต่อหรือรายละเอียดบัตรเครดิต แม้จะช่วยให้ใช้งานสะดวก แต่ก็เสี่ยงต่อการที่ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต คุณสามารถเลือกปิดการใช้งานฟีเจอร์นี้ หรืออย่างน้อยควรปิดการบันทึกข้อมูลบัตรเครดิตในเบราว์เซอร์

หากไม่ต้องการให้ Safari บันทึกประวัติการเข้าชม ค้นหา หรือข้อมูล AutoFill หลังปิดแท็บ คุณสามารถใช้ โหมด Private Browsing ซึ่งช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัว วิธีเปิดใช้งานทำได้โดยเข้า Safari แตะปุ่มที่มุมล่างขวา แล้วเลือก “Private”

และเช่นเดียวกับการใช้งานอุปกรณ์ทุกประเภท การเปิดใช้ VPN ที่เชื่อถือได้ จะช่วยเพิ่มชั้นความปลอดภัยให้กับการท่องเว็บของคุณได้มากขึ้น

ควบคุมการเชื่อมต่อบน iPhone หรือ iPad ของคุณ

อุปกรณ์ของคุณสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นรอบตัวได้หลายวิธี เช่น การใช้ AirDrop ที่ช่วยให้คุณส่งและรับรูปภาพ เอกสาร และข้อมูลต่าง ๆ กับอุปกรณ์ Apple ที่อยู่ใกล้เคียงได้ เนื่องจากเป็นการสื่อสารแบบสองทาง จึงควรเปิดใช้งานเฉพาะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น

เช่นเดียวกันกับ Bluetooth ก็ควรเปิดใช้เฉพาะเมื่อใช้งานจริงเท่านั้น นอกจากนี้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากระยะไกล ควรปิด Personal Hotspot ของ iPhone หรือ iPad เมื่อไม่ได้ใช้งานด้วย

สำหรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi ควรตั้งค่าให้อุปกรณ์ถามก่อนทุกครั้งที่มีการเชื่อมต่อใหม่ เพื่อป้องกันการเชื่อมต่ออัตโนมัติกับเครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ การลดจำนวนการเชื่อมต่อที่ไม่จำเป็น จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากไฟล์หรือเนื้อหาที่อาจเป็นอันตรายได้

และอีกข้อแนะนำคือ ไม่ควรใช้ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อจริง ในการตั้งชื่ออุปกรณ์ของคุณ ตัวอย่างเช่น “Peter Jackson’s iPhone”